ไร้เทียมทาน! 'ตะกร้อทีมหนุ่มไทย' ไล่ถลกหนัง 'เสือเหลือง' 3-0 จ่อผงาดแชมป์ซีเกมส์2019

นันยาง คือ แบรนด์รองเท้าสัญชาติไทย ที่คนไทยทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี แม้จะมีราคาไม่ถึง 400 บาท และไม่ค่อยได้เห็นออกแบบรุ่นใหม่ๆ มาสู่ท้องตลาดเหมือนอย่างแบรนด์รองเท้ากีฬาทั่วไป 

แต่เจ้ารองเท้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่าง พื้นรองเท้าสีเขียว กลับครองทั้ง เด็กวัยเรียน, ผู้ใหญ่ที่ทำงานสมบุกสมบัน ไปจนถึงนักตะกร้อ ตั้งแต่ระดับสมัครเล่น ยันผู้เล่นระดับทีมชาติ ที่เลือก “นันยาง” เป็นรองเท้าคู่ใจ 

แท้จริงคือรองเท้าที่ออกแบบเพื่อแบดมินตัน

“…เก๋ามาตั้งแต่รุ่นพ่อ” คำโปรโมตที่ไม่เกินความจริงเลยสักนิด เพราะแบรนด์รองเท้ายี่ห้อ นันยาง อยู่คู่กับสังคมไทยมานานเกือบ 70 ปี โดยถือกำเนิดตั้งแต่ พ.ศ. 2496

ในยุคบุกเบิก นันยาง เป็นรองเท้าที่นำเข้ามาจาก ประเทศสิงคโปร์ ยี่ห้อหนำเอี๊ย ลักษณะเป็น รองเท้าสีน้ำตาล พื้นยางสีน้ำตาล ก่อนที่ นายห้าง วิชัย ซอโสตถิกุล ผู้ก่อตั้งจะซื้อกิจการ มาเปิดโรงงานผลิตที่เมืองไทย

นายห้าง วิชัย ซอโสตถิกุล ผู้ก่อตั้ง นันยาง

สิ่งที่เป็นจุดเด่นของแบรนด์ คือเรื่องความใส่สบาย ความทนทานของสินค้า ไม่ว่าจะเป็น รองเท้าผ้าใบ หรือ รองเท้าแตะหูคีบยี่ห้อ “ตราช้างดาว” ที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดี ทำให้ ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้ที่ต้องการ รองเท้าราคาแพง แต่มีอายุการใช้ที่ยาวนาน

แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้ กลายเป็นรองเท้าหมายเลข 1 ในกีฬาตะกร้อ อย่างที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้ เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2500 โดย ทายาทรุ่นลูกอย่างคุณ เพียรศักดิ์ ซอโสตถิกุล บุตรชายคนโตของ วิชัย ที่กลับมาจากประเทศอังกฤษ 

เพียรศักดิ์ มีความหลงใหลในกีฬาแบดมินตันเป็นอย่างมาก ถึงขั้นที่ว่าในเวลาต่อมา เขาได้ขึ้นไปดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ 

ดังนั้นเมื่อกลับมาช่วยกิจการของครอบครัว เขาจึงได้เริ่มพัฒนา รองเท้าที่เหมาะสำหรับใส่เล่นแบดมินตันในประเทศไทย จึงได้ทำการปรับเปลี่ยนรูปทรง และพื้นรองเท้าให้เป็นสีเขียว ซึ่งเป็นสีสำหรับรองเท้าที่แบดมินตันนิยมในยุคนั้น  และเป็นสีที่ค่อนแปลกใหม่ในตลาดรองเท้าบ้านเรา เพราะยังไม่มีแบรนด์ไทยเจ้าไหน ทำพื้นรองเท้าสีเขียว 

รองเท้ารุ่นนี้มีรหัสในการผลิตชื่อว่า 205-S เมื่อสินค้าถูกวางจำหน่ายไปในท้องตลาด ปรากฏว่า รองเท้าที่ตั้งใจจะออกแบบสำหรับเล่นแบดมินตัน ได้ขยายความนิยมไปสู่คนหลากหลายกลุ่ม ทั้ง นักเรียน, นักศึกษา, นักท่องเที่ยว, คนทำงานโรงงานอุตสาหกรรม, เกษตรกร รวมถึงคนที่เล่นกีฬาเซปักตะกร้อ 

กลายเป็นรองเท้าขายดี ถึงขั้นที่มีสินค้าลอกเลียนแบบจำนวนมาก จนทำให้ ต้องเพิ่มโลโก้ Nanyang ลงไปบนรองเท้าเพื่อให้ลูกค้าทราบว่าเป็นของแท้ โดยปัจจุบัน รองเท้านันยางรุ่น 205-S จำหน่ายไปแล้วมากกว่า 50 ล้านคู่ จากยอดจำหน่ายสินค้าทั้งหมดของรองเท้านันยาง ที่มีมากกว่า 300 ล้านคู่ 

ที่สำคัญพื้นยางสีเขียว เปรียบเสมือนภาพจำ ของคนไทยที่ดีต่อนันยาง เมื่อไหร่ก็ตามที่คิดถึงรองเท้านันยาง ก็ต้องนึกถึงพื้นสีเขียว

เหนียวแน่นหนึบ ในราคาแสนถูก

“ผมคิดว่าที่ คนเล่นตะกร้อ เลือกใช้นันยาง เหตุผลแรกคงเป็นเรื่องราคาที่ไม่แพง เด็กๆ ที่ฝึกเล่น สามารถหาซื้อมาใส่ได้” พรชัย เค้าแก้ว นักเซปักตะกร้อทีมชาติไทย เล่าถึงปัจจัยอย่างแรกที่ทำให้ ครองตลาดผู้ที่เล่นกีฬาชนิดนี้

ปุ้ย" พรชัย เค้าแก้ว มนุษย์ 10 ทองเอเชี่ยนเกมส์

ทุกคนที่เคยซื้อ รองเท้านันยาง รุ่น 205-S จะจดจำได้เป็นอย่างดีว่า รองเท้านี้ราคาถูก ไม่ว่าจะในยุคสมัยไหน นันยางก็เป็นรองเท้าที่ราคาไม่แพง อย่างในยุคปัจจุบัน รุ่นยอดนิยมของนักตะกร้อ ขายเพียงคู่ละ 305-355 บาท (ราคาต่างกันตามไซส์) ซึ่งถือว่าถูกมาก หากเทียบกับรองเท้าสำหรับเล่นกีฬา ยี่ห้ออื่นๆ

แต่สิ่งที่ทำให้ นันยาง แตกต่างออกมาจากรองเท้าราคาถูกทั่วไปในท้องตลาด จนตีตลาดคนเล่นตะกร้อแตกกระจุย คือเรื่องคุณภาพของยางรองเท้า ที่ทำมาจากยางพาราธรรมชาติแท้ 100 เปอร์เซนต์ และกรรมวิธีการผลิต ที่เป็น สูตรเฉพาะของนันยาง 

ทำให้ รองเท้ารุ่นนี้ ยึดเกาะพื้นได้เป็นอย่างดี มีความเหนียว ทนทาน รองรับการเดินมากกว่า 1 ล้านก้าว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับกีฬา เซปักตะกร้อ ที่ต้องใช้เท้าในการเล่น ทั้งการเสิร์ฟ การชง การเตะ 

รวมถึงการเคลื่อนที่ที่หลากหลาย บางครั้งต้องมีการกระโดดสปริงตัวเพื่อบล็อกลูกตะกร้อ หรือกระโดดลอยตัวกลางอากาศที่ฟาดลูกตะกร้อ มันจึงสำคัญมากที่พื้นรองเท้า ต้องสามารถยึดเกาะพื้นได้ดี ไม่ลื่น 

อีกทั้งรูปทรงดีไซน์ของ รุ่น 205-S ยังออกแบบมาให้ใส่กระชับ คล่องตัว เหมาะสำหรับกิจกรรมอเนกประสงค์ 

อย่างเช่น เด็กในวัยเรียนก็สามารถซื้อ ใส่ไปโรงเรียนและเล่นตะกร้อได้ หรือคนวัยทำงาน เช่น หนุ่มโรงงาน ก็สามารถซื้อใส่ไปทำงาน และเตะตะกร้อช่วงพักเที่ยง, เลิกงานได้อีกด้วย 

“ความจริงผมเคยลองหารองเท้ายี่ห้อมาทดลองใส่ตอนซ้อมเหมือนกัน แต่ว่าการยึดเกาะพื้น ความกระชับมันไม่เหมือนกับ นันยาง ก็เลยใช้นันยางมาตลอด เหมือนกับนักตะกร้อทุกคน”

“ขึ้นอยู่กับว่า คนที่ใส่นันยาง จะชอบใส่พื้นยางที่อ่อนหรือแข็ง ตอนแข่ง บางคนชอบใช้รองเท้าแกะกล่อง เพราะพื้นยางแข็ง แต่บางคนต้องใส่คู่ ที่มีการนวดพื้นยางมาแล้ว สักอาทิตย์หนึ่ง เพื่อให้ยางอ่อนลง” พรชัย เค้าแก้ว นักตะกร้อทีมชาติไทย ที่ไม่ได้เป็นพรีเซนเตอร์สินค้า และยังต้องซื้อ นันยาง มาใส่เอง บอกกับ Main Stand ถึงจุดเด่นของนันยาง 

คุณสมบัติที่หาไม่ได้ในรองเท้ายี่ห้ออื่น จึงทำให้ เป็นรองเท้าที่คนเล่นกีฬาตะกร้อ เลือกซื้อหามาใช้งาน ไม่เฉพาะแค่ในเมืองไทยเท่านั้น แต่นักกีฬาตะกร้อต่างชาติก็เลือกไว้วางใจ รองเท้านันยาง จนกลายเป็นสินค้าส่งออกที่ขึ้นชื่อของบริษัท

ยืนหนึ่งในกีฬาตะกร้อ 

การเติบโตของกีฬาเซปักตะกร้อ ในระดับนานาชาติ ส่งผลมาถึงยอดจำหน่ายสินค้า เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่ นักกีฬาทีมชาติไทย, มาเลเซีย สองชาติชั้นนำของกีฬานี้ นิยมใส่ จึงมีอิทธิพลต่อ คนที่เล่นเซปักตะกร้อ ในชาติอื่นๆ ใส่ตาม 

ตามมาตรฐาน! ตะกร้อทีมชุดชายไทย ชนะ มาเลเซีย 2-0

นันยาง ได้ทำการส่งออกรองเท้ารุ่น 205-S ไปยังตลาดใหญ่ในกลุ่มประเทศอาเซียน ที่ภูมิภาคต้นกำเนิดกีฬาเซปักตะกร้อ และชาติอื่นๆ เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ปากีสถาน บังกลาเทศ และประเทศอื่นๆ

ที่เห็นได้จาก การแข่งขันรายการตะกร้อชิงแชมป์โลก คิงส์ คัพ ที่เมืองไทย บรรดานักเตะลูกหวายจากประเทศต่างๆ ก็เลือกใส่รองเท้านันยางทั้งนั้น

แม้ว่าจะมีคู่แข่งในตลาดตรงนี้ เพิ่มขึ้นตามยุคสมัย แต่เอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งในเรื่องความทนทาน ราคาและประสิทธิภาพของรองเท้า ก็ยังเป็นสิ่งที่แบรนด์อื่น ไม่สามารถโค่นจุดแข็งตรงนี้ไปได้ หากพูดถึงรองเท้าสำหรับนักตะกร้อ 

จนเรียกได้อย่างเต็มปากว่า คือรองเท้าเบอร์ 1 ของกีฬาชนิดนี้ เหมือนอย่างที่ Nike กินส่วนแบ่งรองเท้าบาสเกตบอลในอเมริกาเป็นอันดับ 1 นั่นเอง

ข่าวตะกร้อ

Credit: https://www.sanook.com/

By admin